<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ข่าว IOC]]></title>
<link>https://loei.prd.go.th/th/content/category/index/id/3721</link>
<atom:link href="https://loei.prd.go.th/th/content/category/index/id/3721" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[รัฐบาลเร่งช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ย้ำแจ้งเตือนล่วงหน้า ยกของขึ้นที่สูง อพยพ ลดความสูญเสีย]]></title>
<link>https://loei.prd.go.th/th/content/category/detail/id/3721/iid/546944</link>
<guid isPermaLink="false">5de654f2f59750f70dd5ab1d21afdae0</guid>
<pubDate>Wed, 30 Sep 2026 10:26:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งการกระทรวงมหาดไทยติดตามสถานการณ์น้ำในกาญจนบุรี ราชบุรี และสมุทรสงคราม พร้อมเตรียมแผนเผชิญเหตุ แจ้งเตือนและอพยพประชาชนล่วงหน้า โดยให้ความสำคัญกับกลุ่มเปราะบางและการเคลื่อนย้ายยานพาหนะออกจากพื้นที่ลุ่มต่ำ ทั้งนี้จากการแจ้งเตือนของกรมชลประทานในการปรับเพิ่มการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาเป็น 2,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้ระดับน้ำเจ้าพระยาสูงขึ้นอีก 1&ndash;1.2 เมตร กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจึงเตือนให้ประชาชนริมแม่น้ำยกของขึ้นที่สูงและเคลื่อนย้ายรถ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ลงพื้นที่สมุทรปราการ ติดตามการระบายน้ำ กำชับให้มีการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เร่งวางแผนระบายน้ำและดูแลประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ตลอด 24 ชั่วโมง นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระดมเจ้าหน้าที่ สนับสนุนการระบายน้ำและช่วยเหลือประชาชน พร้อมเปิดครัวสนามในพื้นที่ลาดกระบัง<br />
นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา บริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปรับเพิ่มการรับน้ำ ผันน้ำเข้าทุ่ง เพื่อหน่วงน้ำและลดแรงกดดันต่อพื้นที่ตอนล่าง ใช้แผนที่เสี่ยงภัย (Risk Map) ประเมินพื้นที่เสี่ยงล่วงหน้า เพื่อให้จังหวัดและประชาชนรับมือได้ทันท่วงที นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม สั่งเพิ่มกำลังสูบน้ำและเฝ้าระวังสถานการณ์ในนิคมอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยง นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข จัดจุดบริการทางการแพทย์ในเคหะชุมชนร่มเกล้า และใช้ระบบ VDO Call DMS Tele ผ่าน &ldquo;หมอพร้อม&rdquo; นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สนับสนุนโรงครัวกลาง พอช. จัดอาหารปรุงสุกแจกจ่ายผู้ประสบอุทกภัย นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ระดมพาหนะ 160 อัตรา สนับสนุนการช่วยเหลือประชาชนในกรุงเทพมหานคร ภาคกลาง และภาคตะวันออก เน้นเข้าถึงพื้นที่เดือดร้อนให้เร็วที่สุด</p>
]]></description>
<enclosure url='https://loei.prd.go.th/th/file/get/file/20261001396ae14232fa3b63e8997d9efdf9f6cf102637.jpg' type='image/jpg' length='255593' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม.อนุมัติเพิ่ม 1,500 ล้านบาท จ่ายช่วยชาวนา ไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 10 ไร่ สูงสุด 10,000 บาทต่อครัวเรือน]]></title>
<link>https://loei.prd.go.th/th/content/category/detail/id/3721/iid/546942</link>
<guid isPermaLink="false">d87fd5fca9b4c60f13308780c54cbdc8</guid>
<pubDate>Wed, 30 Sep 2026 10:25:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติเพิ่มกรอบวงเงินโครงการสนับสนุนช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปีและส่งเสริมการเพาะปลูกให้เหมาะสมกับศักยภาพพื้นที่ ปีการผลิต 2568/69 จำนวน 1,545.98 ล้านบาท ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ เพื่อเดินหน้าจ่ายเงินช่วยเหลือแก่เกษตรกรที่มีสิทธิตามเงื่อนไขแต่ยังไม่ได้รับเงินรวมทั้งสิ้น 233,729 ครัวเรือน ประกอบด้วยเกษตรกรกลุ่มเป้าหมายเดิมที่ตกค้าง 120,206 ครัวเรือน และเกษตรกรกลุ่มเป้าหมายเพิ่มเติมจากการตรวจสอบสิทธิอีก 113,523 ครัวเรือน โดยให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สำรองจ่ายการดำเนินงานไปก่อนเพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างต่อเนื่องและครบถ้วนตามเป้าหมาย การดำเนินมาตรการครั้งนี้มุ่งเน้นบรรเทาความเดือดร้อน ลดภาระค่าใช้จ่ายในการเพาะปลูก และช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีพ ควบคู่กับการสร้างแรงจูงใจในการพัฒนาประสิทธิภาพและคุณภาพผลผลิตข้าว โดยเกษตรกรจะได้รับเงินช่วยเหลือในอัตราไร่ละ 1,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่ หรือสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาทต่อครัวเรือน ผ่านการโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของเกษตรกรโดยตรงจาก ธ.ก.ส. พร้อมกันนี้ คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบขยายระยะเวลาดำเนินโครงการและระยะเวลาการจ่ายเงินช่วยเหลือออกไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569 จากเดิมที่สิ้นสุดในวันที่ 30 กันยายน 2569 เพื่อให้ความช่วยเหลือถึงมือพี่น้องชาวนาอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม</p>
]]></description>
<enclosure url='https://loei.prd.go.th/th/file/get/file/2026100171a0547bf945b172e6e602564cb182dd102556.jpg' type='image/jpg' length='282442' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[บสย. ผนึกแบงก์-น็อนแบงก์ เปิดโครงการค้ำประกันสินเชื่อ “นาโนพลัส” ช่วยคนตัวเล็ก ปลดล็อก SMEs รายย่อยกว่า 1 แสนราย เข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น]]></title>
<link>https://loei.prd.go.th/th/content/category/detail/id/3721/iid/546953</link>
<guid isPermaLink="false">9bcbe1c565b05918fd2d1a9a9607b652</guid>
<pubDate>Wed, 23 Sep 2026 10:32:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานเปิดตัวโครงการค้ำประกันสินเชื่อนาโนพลัส หรือ Nano Plus พร้อมปาฐกถาพิเศษหัวข้อ &ldquo;โอกาสทางการเงินเพื่อคนตัวเล็ก&rdquo; เพื่อเพิ่มโอกาสให้ Micro SMEs พ่อค้า แม่ค้า ผู้ประกอบอาชีพอิสระ และผู้ประกอบการรายย่อยที่ขาดหลักประกันหรือคนค้ำประกัน สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ง่ายขึ้น ลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ และมีเงินทุนหมุนเวียนในการประกอบอาชีพ โครงการดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจผันผวน ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น กำลังซื้อชะลอตัว และสินเชื่อ SMEs หดตัวต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 16 โดย บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) จะขยายการค้ำประกันสินเชื่อไปยัง Non-Bank ที่ให้บริการสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย เพิ่มเติมจากธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินของรัฐ รวมถึงรองรับ Virtual Bank ในอนาคต เพื่อเพิ่มช่องทางเข้าถึงแหล่งทุนให้ครอบคลุมคนตัวเล็กมากขึ้น พร้อมใช้ TCG Score ในการประเมินและบริหารความเสี่ยง พร้อมกำหนดวงเงินค้ำประกันรวม 2,000 ล้านบาท เริ่มต้นเฟสแรก 500 ล้านบาท พร้อมชู 3 จุดเด่น ได้แก่ 1) วงเงินค้ำประกันเริ่มต้น 5,000 บาท สูงสุด 50,000 บาทต่อราย 2) ระยะเวลาค้ำประกันสูงสุด 4 ปี และ 3) ฟรีค่าธรรมเนียมค้ำประกันตลอด 4 ปี โดยสถาบันการเงินและ Non-Bank เป็นผู้รับภาระค่าธรรมเนียมตามระดับความเสี่ยง และ บสย. ช่วยชดเชย NPL สูงสุดร้อยละ 5 ทั้งนี้ คาดว่าจะช่วยให้ SMEs และผู้ประกอบการรายย่อย เข้าถึงสินเชื่อกว่า 100,000 ราย เฉลี่ยประมาณ 20,000 บาทต่อราย ช่วยรักษาการจ้างงานประมาณ 146,000 ตำแหน่ง และสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมากกว่า 9,860 ล้านบาท สะท้อนแนวทางของกระทรวงการคลังในการสร้าง &ldquo;โอกาสทางการเงินเพื่อคนตัวเล็ก&rdquo; ช่วยเพิ่มสภาพคล่อง รักษาอาชีพและรายได้ ลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ และประคองเศรษฐกิจฐานรากในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจยังมีความผันผวน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://loei.prd.go.th/th/file/get/file/202610011330d86adbd5af3152062eca825f6957103219.jpg' type='image/jpg' length='130081' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. อนุมัติ ไทยช่วยไทย พลัส (60/40) เพิ่มเติม 1,000 บาท/คน เพิ่มวงเงินผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 1 ต.ค. - 30 พ.ย. 69 บรรเทาภาระค่าครองชีพ]]></title>
<link>https://loei.prd.go.th/th/content/category/detail/id/3721/iid/546940</link>
<guid isPermaLink="false">23ae238b30a7505741cc58eb42b60e7e</guid>
<pubDate>Wed, 23 Sep 2026 10:24:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>บทสรุป<br />
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการปรับลดกรอบวงเงินที่เคยได้รับอนุมัติสำหรับดำเนินโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) และอนุมัติโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม)&rdquo; กรอบวงเงินรวมไม่เกิน 42,690,650,300 บาท จาก พ.ร.ก. กู้เงินแก้วิกฤตพลังงาน พ.ศ. 2569 ตามที่กระทรวงการคลัง เสนอ เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนและลดต้นทุนการประกอบอาชีพของผู้ประกอบการรายย่อย ท่ามกลางความผันผวนของราคาพลังงานจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ โดยครอบคลุม 2 โครงการสำคัญ ได้แก่ โครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 เพิ่มเติม เติมวงเงินซื้อสินค้าจากร้านธงฟ้าฯ เพิ่มอีก 700 บาท รวมเป็น 1,000 บาทต่อคน ในเดือนตุลาคม 2569 รองรับกลุ่มเป้าหมายไม่เกิน 14.51 ล้านคน และโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม) ซึ่งรัฐบาลร่วมจ่ายร้อยละ 60 ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และรวมไม่เกิน 1,000 บาทต่อคน ตลอดระยะเวลา 2 เดือน วันที่ 1 ตุลาคม &ndash; 30 พฤศจิกายน 2569 ดูแลประชาชนไม่เกิน 32.52 ล้านคน เปิดให้ยืนยันสิทธิผ่านแอปพลิเคชัน &ldquo;เป๋าตัง&rdquo; วันที่ 1&ndash;15 ตุลาคม 2569 พร้อมทั้งปรับปรุงแผนการใช้จ่ายเงินโครงการเดิมให้สอดคล้องกับผลการดำเนินงานจริง มาตรการดังกล่าวจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายจำเป็นในชีวิตประจำวันของประชาชนได้อย่างตรงจุดและทันท่วงที ช่วยป้องกันไม่ให้กำลังซื้อของครัวเรือนและการบริโภคภาคเอกชนชะลอตัว มุ่งดูแลประชาชนครอบคลุมถึง 47 ล้านคน เพื่อเสริมสภาพคล่อง รักษากำลังซื้อ พยุงเศรษฐกิจฐานราก และหนุนร้านค้ารายย่อยทั่วประเทศให้เดินหน้าได้อย่างมั่นคง</p>
]]></description>
<enclosure url='https://loei.prd.go.th/th/file/get/file/2026100193a6c6934d5d3e252f18452852800dee102507.jpg' type='image/jpg' length='163183' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม.อนุมัติรถไฟทางคู่สายใต้ ชุมพร–สุราษฎร์ฯ–หาดใหญ่–ปาดังเบซาร์ วงเงิน 1.06 แสนล้าน เพิ่มการขนส่ง กระตุ้นเศรษฐกิจภาคใต้]]></title>
<link>https://loei.prd.go.th/th/content/category/detail/id/3721/iid/546939</link>
<guid isPermaLink="false">81fe66af7d08e3d38a7dcd86d59938fd</guid>
<pubDate>Thu, 03 Sep 2026 10:23:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(1 ก.ย. 69) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) จังหวัดสงขลา มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอขออนุมัติดำเนินโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 รวม 6 โครงการ<br />
โดยแบ่งเป็นการอนุมัติให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ก่อสร้างรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 สายใต้จำนวน 3 โครงการ รวมวงเงินทั้งสิ้น 106,798.32 ล้านบาท ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มวงเงินจากเดิมที่เคยขอเสนอคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2568 เนื่องจากกระทรวงคมนาคมรายงานว่า การรถไฟแห่งประเทศไทยมีความจำเป็นต้องพิจารณาปรับปรุงรายละเอียดของโครงการสายใต้ใหม่ทั้ง 3 โครงการ เพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงด้านต้นทุนที่ผันผวนและควบคุมคุณภาพโครงการให้เป็นไปตามมาตรฐาน ทั้งการปรับเปลี่ยนรูปแบบงานก่อสร้างทางรถไฟรวมถึงการแก้ไขปัญหาจุดตัดทางผ่านให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ในปัจจุบัน ตลอดจนวางแนวทางโครงสร้างเพื่อป้องกันอุทกภัยจากเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ นอกจากนี้ยังต้องดำเนินการปรับปรุงราคาก่อสร้างให้เป็นปัจจุบันตามต้นทุนค่าวัสดุและค่าน้ำมันดีเซลที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงมีการปรับปรุงค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน ค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้าง และค่าชดเชยพืชผลต้นไม้ให้เป็นราคาประเมิน ณ ปัจจุบัน อีกทั้งยังขอปรับเพิ่มวงเงินค่าจ้างควบคุมงานก่อสร้างจากเดิมร้อยละ 2.25 เปลี่ยนเป็นร้อยละ 2.75 ของค่าก่อสร้าง เพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งรัฐบาลจะรับภาระค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการทั้งหมด โดยสำนักงบประมาณจะจัดสรรงบประมาณรายปี และกระทรวงการคลังจะจัดหาแหล่งเงินกู้พร้อมค้ำประกันภายในประเทศตามความเหมาะสม เพื่อเสริมศักยภาพโครงข่ายคมนาคมและกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคใต้<br />
โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 สายใต้ทั้ง 3 โครงการ ประกอบด้วย<br />
1. โครงการช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี ใช้ระยะเวลาดำเนินการ 7 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2569-2575 วงเงิน 36,892.32 ล้านบาท จากเดิม 30,422.53 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6,469.79 ล้านบาท<br />
2. โครงการช่วงสุราษฎร์ธานี&ndash;ชุมทางหาดใหญ่ ใช้ระยะเวลาดำเนินการ 8 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2569&ndash;2576 วงเงิน 61,534.55 ล้านบาท ซึ่งเดิมเป็นโครงการสุราษฎร์ธานี&ndash;หาดใหญ่&ndash;สงขลา เคยประเมินวงเงินไว้ 66,270.51 ล้านบาท ถูกทบทวนเป็น 77,556.97 ล้านบาท แต่คณะรัฐมนตรีอนุมัติเดินหน้าเฉพาะช่วง สุราษฎร์ธานี-หาดใหญ่ ก่อน ส่วนช่วง หาดใหญ่&ndash;สงขลา 15,922.42 ล้านบาท ให้ชะลอไว้ จนกว่าจะสามารถดำเนินการผลักดันผู้บุกรุกออกจากพื้นที่ได้แล้วเสร็จ<br />
3. โครงการช่วงชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ ใช้ระยะเวลาดำเนินการ 6 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2569-2574 วงเงิน 8,371.45 ล้านบาท จากเดิม 7,772.90 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 598.55 ล้านบาท<br />
ทั้งนี้ โครงการยังครอบคลุมการปรับปรุงและพัฒนาระบบอาณัติสัญญาณ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการเดินรถ รวมทั้งรองรับการเพิ่มความถี่ของขบวนรถโดยสารและขบวนรถสินค้าในอนาคตโครงการรถไฟทางคู่สายใต้ ระยะที่ 2 ยังมีความสำคัญต่อการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของภาคใต้ โดยจะช่วยเชื่อมโยงพื้นที่เศรษฐกิจ เมืองสำคัญ แหล่งท่องเที่ยว และพื้นที่การผลิตตลอดแนวภาคใต้เข้าสู่โครงข่ายรถไฟ<br />
สายหลักของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน เส้นทางช่วงชุมทางหาดใหญ่&ndash;ปาดังเบซาร์ จะช่วยเชื่อมต่อโครงข่ายรถไฟของประเทศไทยกับประเทศมาเลเซียผ่านด่านปาดังเบซาร์ เพิ่มศักยภาพการขนส่งสินค้าทางรางระหว่างประเทศ สนับสนุนการค้า การท่องเที่ยว และการเชื่อมโยงเศรษฐกิจในภูมิภาค ตลอดจนส่งเสริมบทบาทของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางด้านคมนาคมและโลจิสติกส์ของภูมิภาคอาเซียน<br />
นอกจากนี้ ยังได้ให้ความเห็นชอบในหลักการของโครงการรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 อีกจำนวน 3 โครงการ ประกอบด้วย 1. โครงการช่วงปากน้ำโพ&ndash;เด่นชัย 2. โครงการช่วงเด่นชัย&ndash;เชียงใหม่ และ 3. โครงการช่วงชุมทางถนนจิระ&ndash;อุบลราชธานี โดยได้สั่งการให้การรถไฟแห่งประเทศไทยเร่งดำเนินการทบทวนความเหมาะสมของโครงการ จัดทำกลยุทธ์การตลาด และแผนธุรกิจอย่างรัดกุมตามข้อสังเกตของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เนื่องจากประเมินว่าข้อมูลประมาณการผู้โดยสารและสินค้าอาจยังมีแนวโน้มต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้และยังไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในปัจจุบัน เพื่อรวบรวมข้อมูลทั้งหมดนำเสนอขออนุมัติโครงการต่อคณะรัฐมนตรีในโอกาสต่อไป<br />
ภายหลังคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติโครงการ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่า จะเร่งดำเนินการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง ทั้งการจัดเตรียมเอกสารประกวดราคา การดำเนินกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e&ndash;bidding) การพิจารณาข้อเสนอ ตลอดจนการเสนอผลการจัดซื้อจัดจ้างตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยคำนึงถึงความโปร่งใส ความคุ้มค่า และประโยชน์สูงสุดของประเทศเป็นสำคัญ ทั้งนี้ การรถไฟฯ คาดว่าจะสามารถดำเนินการประกวดราคาและลงนามสัญญาได้ภายในปี 2570 และมีแผนดำเนินโครงการให้แล้วเสร็จในปี 2576 อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การพัฒนาโครงการรถไฟทางคู่ในพื้นที่หาดใหญ่สอดคล้องกับแนวทางการบริหารจัดการน้ำและลดผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วม การรถไฟฯ ได้ปรับรูปแบบโครงสร้างทางรถไฟจากคันทาง (Embankment) เป็นโครงสร้างสะพานบก (Viaduct) ในช่วงคลอง ร.1 ถึงคลอง<br />
อู่ตะเภา ระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร การปรับรูปแบบดังกล่าวจะช่วยลดการกีดขวางทางไหลของน้ำ และเปิดพื้นที่ให้น้ำสามารถระบายผ่านใต้แนวทางรถไฟได้มากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่มีฝนตกหนักและมีปริมาณน้ำหลากเข้าสู่พื้นที่หาดใหญ่ ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบที่แนวคันทางรถไฟอาจมีต่อการระบายน้ำของพื้นที่<br />
อีกทั้ง การใช้โครงสร้างสะพานบกยังช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบระบายน้ำและการบริหารจัดการน้ำในอนาคต รวมทั้งเพิ่มความมั่นคงของโครงสร้างทางรถไฟ และช่วยให้การเดินรถมีความต่อเนื่องมากขึ้นในสถานการณ์น้ำท่วม สำหรับช่วงชุมทางหาดใหญ่&ndash;สงขลา ระยะทางประมาณ 29.22 กิโลเมตร ที่ต้องแก้ไขปัญหา<br />
ผู้บุกรุก จะนำไปพิจารณาดำเนินการในระยะต่อไป ทั้งนี้ การดำเนินโครงการตามที่คณะรัฐมนตรี มีมติอนุมัติในครั้งนี้ จะมุ่งพัฒนาโครงข่ายหลักให้มีความต่อเนื่องตั้งแต่ชุมพร ผ่านสุราษฎร์ธานีและชุมทางหาดใหญ่ ไปจนถึงปาดังเบซาร์ เพื่อรองรับการเชื่อมโยงโครงข่ายทางรางระหว่างประเทศไทยและมาเลเซียอย่างมีประสิทธิภาพ โดยโครงการรถไฟทางคู่สายใต้ ระยะที่ 2 ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานระบบรางของประเทศไทย จะช่วยให้โครงข่ายรถไฟทางคู่สายใต้มีความต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพิ่มศักยภาพการเดินทางและการขนส่งสินค้า เชื่อมโยงเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของจังหวัดต่าง ๆ ในภาคใต้ พร้อมต่อยอดการเชื่อมโยงระบบรางผ่านปาดังเบซาร์สู่ประเทศมาเลเซีย เพื่อรองรับการเติบโตของการเดินทาง การค้า และการขนส่งทางรางระหว่างประเทศในอนาคต<br />
ในการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ที่จังหวัดสงขลา ครั้งนี้ กระทรวงคมนาคม<br />
ยังได้เดินหน้าก่อสร้าง โครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา และโครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ ของกรมทางหลวงชนบท ภายใต้แนวคิดคมนาคมสีเขียว (Green Transport) ซึ่งทั้ง 2 โครงการคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2572 โดยสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา มีระยะทางประมาณ 7 กิโลเมตร เชื่อมอำเภอกระแสสินธุ์ จังหวัดสงขลา กับอำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง ช่วยลดระยะทางจากการเดินทางอ้อมประมาณ 80 กิโลเมตร และลดเวลาเดินทางจากเกือบ 2 ชั่วโมง เหลือประมาณ 15 นาที เพิ่มความสะดวกในการเดินทางและขนส่งสินค้า พร้อมเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวและชุมชนรอบทะเลสาบสงขลา เพื่อกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น<br />
ขณะที่ สะพานเชื่อมเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ ระยะทางประมาณ 2.24 กิโลเมตร จะช่วยลดการพึ่งพา<br />
แพขนานยนต์ ซึ่งในบางช่วงต้องรอ 2&ndash;3 ชั่วโมง เหลือเวลาข้ามประมาณ 2 นาที ทำให้การเดินทางและขนส่งสินค้ามีความแน่นอนมากขึ้น รวมถึงช่วยให้การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยฉุกเฉินและการอพยพประชาชนเมื่อเกิดภัยพิบัติทำได้รวดเร็วยิ่งขึ้น<br />
ทั้ง 2 โครงการให้ความสำคัญกับการดูแลสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะทะเลสาบสงขลาซึ่งเป็นถิ่นอาศัยของ โลมาอิรวดี มีมาตรการติดตามการเคลื่อนไหวของโลมา ควบคุมตะกอนและคุณภาพน้ำ ตลอดจนลดผลกระทบต่อทรัพยากรประมงและวิถีชีวิตชุมชน เพื่อให้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเดินหน้าควบคู่กับการอนุรักษ์อย่างยั่งยืน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://loei.prd.go.th/th/file/get/file/2026100112d3e3d8f6d12cd59c57867b0136b461102323.jpg' type='image/jpg' length='287454' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม.สัญจรสงขลา ยกระดับ 5 จังหวัดภาคใต้ เคาะ Quick Win 4 ด้าน เศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคงรับมือภัยพิบัติ เดินหน้าประกันภัยพิบัติ 30 ล้านครัวเรือน]]></title>
<link>https://loei.prd.go.th/th/content/category/detail/id/3721/iid/546938</link>
<guid isPermaLink="false">0aa0eb7324305e2bf195e754ddf68412</guid>
<pubDate>Thu, 03 Sep 2026 10:22:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(1 ก.ย. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 1/2569 ณ จังหวัดสงขลา ถือเป็นครั้งแรกของรัฐบาลที่ได้ลงพื้นที่เพื่อรับฟังปัญหา ติดตามการดำเนินงาน และรับฟังข้อเสนอจากประชาชนและทุกภาคส่วน<br />
ในพื้นที่ทั้ง 5 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ สงขลา สตูล ยะลา นราธิวาส และปัตตานี ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีจึงได้กำหนดแนวทางเร่งด่วน หรือ Quick Win เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปดำเนินการทันที โดยครอบคลุม 4 เรื่องสำคัญ คือ เศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และการบริหารจัดการภัยพิบัติ เพื่อทำให้คนในพื้นที่มีโอกาส มีรายได้ และสามารถเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจของภูมิภาค ดังนี้<br />
ด้านเศรษฐกิจ มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจของ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เติบโตจากศักยภาพของพื้นที่ ทั้งภาคเกษตร การค้า การลงทุน อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว โดยเร่งปลดล็อกข้อจำกัดและอุปสรรคทางธุรกิจ โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดต้องเป็นผู้นำและผู้สนับสนุนไปพร้อมกัน และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ได้แก่<br />
1) ให้กระทรวงการคลัง พิจารณามาตรการด้านการเงินและภาษี โดยปรับปรุงเงื่อนไขเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ทั้งในด้านอัตราดอกเบี้ยและระยะเวลาการดำเนินการของเงินกู้ให้เหมาะสมกับพื้นที่ 5 จังหวัด และมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ สำหรับผู้ประกอบการในช่วงฟื้นฟูน้ำท่วม จากเดิมที่ปลอดดอกเบี้ย 6 เดือน ได้มีการพิจารณาขยายผลตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีให้มีมาตรการช่วยเหลือต่อเนื่องในช่วงที่ยังไม่มีรายได้ โดยนอกจากจะปลอดดอกเบี้ยแล้ว รัฐจะช่วยออกดอกเบี้ยให้อีกคนละครึ่ง (50:50) และธนาคารออมสินได้เตรียมปล่อยสินเชื่อระยะยาว 5 ปี สำหรับผู้ประกอบการทั่วไป โดยคิดอัตราดอกเบี้ยต่ำคงที่ร้อยละ 1.5 ต่อปี ตลอดระยะเวลาโครงการ เพื่อช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจและการลงทุนในระยะยาว<br />
2) ให้กระทรวงมหาดไทย จัดทำผังเมือง 5 จังหวัดให้สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่โดยการจัดทำผังเมืองของจังหวัดสงขลาและปัตตานีให้ดำเนินการสอดคล้องกับแผนแม่บทการพัฒนาพื้นที่สงขลาและปัตตานี และการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment: SEA) จังหวัดสงขลาและปัตตานี<br />
3) ให้กระทรวงคมนาคมขุดลอกร่องน้ำของท่าเรือสงขลาและปัตตานีให้ลึกประมาณ 9 - 10 เมตร เพื่อให้สามารถรับเรือสินค้าขนาดใหญ่และรองรับการระบายน้ำในพื้นที่<br />
4) ให้กระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยกเลิกการจัดเก็บค่าธรรมเนียมล่วงเวลาของนักท่องเที่ยวที่ผ่านด่านชายแดนไทย - มาเลเซียทางบกและปรับรูปแบบ ตม.2 และ ตม.3 เป็นรูปแบบออนไลน์และลงทะเบียนล่วงหน้าได้ 3 วันล่วงหน้าเพื่ออำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยว รวมทั้งปรับระบบศุลกากรให้เป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่ออำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้าข้ามแดน<br />
5) ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บริหารจัดการการทำประมงพื้นบ้านเพื่อลดผลกระทบจากการทำประมงพื้นบ้านในพื้นที่อุทยาน<br />
6) ให้กระทรวงแรงงานจัดตั้งศูนย์ One Stop Service สำหรับการจัดการแรงงานในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อลดต้นทุนของผู้ประกอบการ<br />
7) ให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จัดงานส่งเสริมและ Package การท่องเที่ยวด้านอาหารพื้นถิ่นของ<br />
5 จังหวัด เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว และเอกลักษณ์ของท้องถิ่น<br />
<img alt="😎" height="16" referrerpolicy="origin-when-cross-origin" src="https://static.xx.fbcdn.net/images/emoji.php/v9/t83/1/16/1f60e.png" width="16" /> ให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ขยายมาตรการช่วยเหลือและส่งเสริมการลงทุน<br />
ในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ออกไปอีก 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 - 31 ธันวาคม 2572<br />
ด้านสังคม เดินหน้าแก้ไขปัญหาความยากจน ดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบาง และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการสาธารณสุขและการประกอบอาชีพ และเร่งหารือกับประเทศมาเลเซีย เพื่อให้แรงงานไทยได้รับการคุ้มครองและดูแลอย่างเหมาะสม พร้อมลดภาระและต้นทุนของผู้ประกอบการ ดังนี้<br />
1) ให้กระทรวงสาธารณสุข เร่งรัดการออกแบบก่อสร้างโรงพยาบาลหาดใหญ่ แห่งที่ 2 วงเงิน 250 ล้านบาท<br />
2) ให้กระทรวงแรงงาน เร่งรัดการจัดทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ด้านแรงงานระหว่างไทย-มาเลเซีย<br />
เพื่ออำนวยความสะดวกและลดขั้นตอนในการทำงานของแรงงานไทยในประเทศมาเลเซีย ทบทวนระเบียบและขั้นตอนการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าว เพื่อนำเข้าแรงงานทดแทนและแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานในพื้นที่<br />
3) ให้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ยกระดับทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด โดยบูรณาการความร่วมมือพัฒนาหลักสูตรร่วมระหว่างวิทยาลัยชุมชนและมหาวิทยาลัย พร้อมจัดทำ Journey Map<br />
4) แก้ไขปัญหาความยากจน โดยให้จังหวัดประสานความร่วมมือกับหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) เพื่อให้ความช่วยเหลือครัวเรือนเป้าหมายอย่างทั่วถึงและตรงตามความต้องการ<br />
5) ซ่อมแซมและพัฒนาที่อยู่อาศัยให้กลุ่มเปราะบางให้จังหวัดร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) (พอช.) และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตรวจสอบสถานะที่ดินและข้อจำกัดทางกฎหมายให้ได้ข้อยุติเป็นรายพื้นที่ สำหรับพื้นที่ที่รองรับการอยู่อาศัยได้<br />
ให้เร่งรัดหน่วยงานที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน เช่น การรถไฟแห่งประเทศไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย ช่วยสนับสนุนการดำเนินการจัดการเอกสารการให้ใช้ที่ดินให้ประชาชน<br />
ใช้ประโยชน์ได้ โดยไม่จำเป็นต้องมอบกรรมสิทธิ์ ส่วนพื้นที่ที่รองรับไม่ได้ให้จัดหาพื้นที่ที่เหมาะสม ติดตามผลให้แล้วเสร็จตามเป้าหมายปี 2570 - 2571 และให้ประสานสถาบันศาสนาและหน่วยงานทหารสนับสนุนกำลังพลในการซ่อมแซมบ้านให้กลุ่มเปราะบาง<br />
6) ให้กระทรวงศึกษาธิการ กำหนดมาตรการพัฒนาการศึกษาโรงเรียนตาดีกา โดยศึกษาแนวทางนำเข้าสู่ระบบของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) และสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการจัดสรรงบประมาณ และมาตรการช่วยเหลือเด็กหลุดจากระบบการศึกษา (Zero Dropout) โดยใช้กลไกวิทยาลัยชุมชนในการดูแล พัฒนาทักษะ และสร้างโอกาสให้เด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาหรือการประกอบอาชีพ<br />
7) ให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เชื่อมโยงฐานข้อมูลภาครัฐ โดยกำหนดแนวทางให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าถึงและใช้ข้อมูลร่วมกัน เพื่อให้การดูแลและช่วยเหลือกลุ่มผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติดและเด็กนอกระบบการศึกษาอย่างทั่วถึงและตรงกลุ่มเป้าหมาย<br />
<img alt="😎" height="16" referrerpolicy="origin-when-cross-origin" src="https://static.xx.fbcdn.net/images/emoji.php/v9/t83/1/16/1f60e.png" width="16" /> ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แก้ไขปัญหาลิงในแหล่งท่องเที่ยวจังหวัดสตูล โดยบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อบริหารจัดการปัญหาอย่างเป็นระบบและเหมาะสมกับพื้นที่<br />
ด้านความมั่นคง เดินหน้าสร้างความมั่นคงควบคู่กับการทำงานร่วมกับประชาชน ไม่ใช่ทำงานแยกออกจากประชาชน โดยจะเพิ่มประสิทธิภาพเครือข่ายความปลอดภัยในพื้นที่ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคง และนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ รวมถึง AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการรักษาความปลอดภัยและการบริหารจัดการจุดผ่านแดน เพื่อสร้างความสงบ สร้างความปลอดภัย และสร้างความเชื่อมั่น ให้ประชาชนสามารถใช้ชีวิต ทำมาหากิน และประกอบธุรกิจได้อย่างมั่นคง ดังนี้<br />
1) ให้กระทรวงมหาดไทย เป็นศูนย์ปฏิบัติการอำเภอและสถาบันการศึกษาในพื้นที่ เป็นแนวหน้าในการรับแจ้งและสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องไปยังหน่วยงานและประชาชนในพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ ยกระดับและเพิ่มทักษะให้แก่ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) เพื่อเป็นเครือข่ายความปลอดภัยในพื้นที่ที่ช่วยสนับสนุนความมั่นใจด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่ จัดหาและติดตั้งระบบกล้องวงจรปิด (CCTV) พร้อมอุปกรณ์และติดตั้ง จำนวน 164 ระบบให้กับชุดคุ้มครองตำบล (ชคต.)<br />
2) ให้ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า พัฒนาด่านตรวจเกาะหม้อแกง (อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี) ให้เป็นด่านตรวจอัจฉริยะ (Smart Checkpoint)<br />
ด้านภัยพิบัติ จัดสรรงบประมาณเร่งด่วนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติ วงเงินรวมกว่า 142 ล้านบาท ทั้งการก่อสร้างศูนย์พักพิงชั่วคราวที่ปัตตานี วงเงิน 20 ล้านบาท โครงการการเพิ่มประสิทธิภาพ<br />
ระบบระบายน้ำของเทศบาลนครหาดใหญ่ วงเงิน 25.9 ล้านบาท และของเทศบาลเมืองควนลัง วงเงิน 21.1 ล้านบาท เห็นชอบการดำเนินโครงการปรับปรุงแก้มลิงคลองเรียน วงเงิน 75 ล้านบาท<br />
นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรียังได้เห็นชอบในหลักการการจัดให้มี &ldquo;ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ&rdquo; และ<br />
ให้ภาครัฐจัดซื้อประกันภัยให้กับประชาชน โดยมีความคุ้มครองที่อยู่อาศัยครอบคลุมประมาณ 30 ล้านหลังคาเรือน ใน 3 ประเภทภัย ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว สำหรับกรณีอุทกภัย ให้จ่ายส่วนที่หนึ่ง จำนวน 10,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน กรณีวาตภัยหรือแผ่นดินไหว ให้จ่ายส่วนที่หนึ่ง จำนวน 5,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน ภายใน 15 วัน และจ่ายเพิ่มเติมตามมูลค่าความเสียหายจริง วงเงินค่าสินไหมทดแทนรวมทั้งสิ้นไม่เกิน 100,000 บาท ต่อครั้งต่อหลังคาเรือนและคุ้มครองการเสียชีวิต โดยจ่ายเงินผลประโยชน์ รายละ 2,000,000 บาท โดยมอบหมายให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย เร่งรัดดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ซึ่งเป็นการปรับรูปแบบการช่วยเหลือผู้ประสบภัย จากการรอรับเงินเยียวยา ไปสู่ ระบบประกันภัยสำหรับครัวเรือน โดยแนวทางนี้จะช่วยให้ประชาชนได้รับเงินชดเชยเร็วกว่าและมากกว่าระบบเดิม เปลี่ยนจากการ &ldquo;รอเยียวยาเมื่อเกิดเหตุ&rdquo; ไปสู่การ &ldquo;เตรียมความพร้อมและบริหารความเสี่ยงล่วงหน้า&rdquo;<br />
ทั้งนี้ ภาครัฐจะเป็นผู้ชำระค่าเบี้ยประกันประมาณ 15,500 ล้านบาทต่อปี ขณะที่วงเงินความคุ้มครองอยู่ที่ 75,000 ล้านบาทต่อปี ที่ผ่านมา รัฐใช้งบประมาณในการช่วยเหลือและเยียวยาประมาณ 40,000 ล้านบาทต่อปี<br />
ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับงบประมาณที่รัฐต้องใช้ในการเยียวยา ค่าพยาบาล ถุงยังชีพ และการจัดตั้งศูนย์พักพิง<br />
เมื่อเกิดภัยพิบัติแล้ว ถือว่าเป็นวงเงินที่น้อยกว่า แนวทางดังกล่าวจึงเป็นการปรับรูปแบบการบริหารความเสี่ยงที่ช่วยให้รัฐใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะเดียวกันสามารถเพิ่มความคุ้มครองและสร้างหลักประกันให้กับประชาชนได้มากขึ้น</p>
]]></description>
<enclosure url='https://loei.prd.go.th/th/file/get/file/202610018ba61f486c0f9ce638258ef53d02159a102229.jpg' type='image/jpg' length='53482' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. อนุมัติงบกลาง 558 ล้าน เยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วมปี 69 ครัวเรือนละ 9,000 บาท เสียชีวิตรายละ 2 ล้าน]]></title>
<link>https://loei.prd.go.th/th/content/category/detail/id/3721/iid/546937</link>
<guid isPermaLink="false">2e6f06e393ba1eeb3441c7cfbd7f2f2a</guid>
<pubDate>Thu, 27 Aug 2026 10:21:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ห่วงใยประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยและดินโคลนถล่ม ทำให้เสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน ที่อยู่อาศัย พื้นที่การเกษตร และสิ่งสาธารณประโยชน์จำนวนมาก จึงได้สั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเบิกจ่ายเงินเยียวยาช่วยเหลือประชาชนโดยเร็ว โดยคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการจ่ายเงินช่วยเหลือ และอนุมัติงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 558,739,000 บาท เพื่อจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วง ฤดูฝน ปี 2569 เป็นค่าดำรงชีพเบื้องต้นและค่าปลงศพแก่ครอบครัวผู้ประสบอุทกภัย เป็นกรณีพิเศษ ดังนี้ 1. กรณีที่อยู่อาศัยประจำอยู่ในพื้นที่น้ำท่วม ดินโคลนถล่ม ไม่เกิน 7 วัน และทรัพย์สินได้รับความเสียหาย ช่วยเหลือครัวเรือนละ 9,000 บาท 2. กรณีที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำท่วมขัง ติดต่อกันเกินกว่า 7 วัน ช่วยเหลือครัวเรือนละ 9,000 บาท จำนวน 60,971 ครัวเรือน 3. กรณีเสียชีวิตจากดินโคลนถล่มและอุทกภัยโดยตรง เช่น การจมน้ำ ถูกกระแสน้ำทำให้เสียชีวิต ช่วยเหลือรายละ 2,000,000 บาท (จำนวน 5 ราย ที่จังหวัดน่าน) นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2569 กรมบัญชีกลางได้อนุมัติขยายวงเงินทดรองราชการในอำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (กรณีอุทกภัย) เพิ่มเติมให้จังหวัดน่าน จำนวน 100 ล้านบาท ได้แก่ ค่าซ่อมแซมที่อยู่อาศัยประจำซึ่งผู้ประสบภัยที่เป็นเจ้าของ จ่ายตามจริงไม่เกินหลังละ 88,600 บาท (ไม่รวมบ้านเช่า) และค่าดำรงชีพเบื้องต้นกรณีบ้านเสียหายทั้งหลังไม่เกิน 4,900 บาท เครื่องมือประกอบอาชีพ ครอบครัวละไม่เกิน 13,500 บาท บาดเจ็บสาหัสที่ต้องรักษาในสถาน พยาบาลติดต่อกันตั้งแต่ 3 วันขึ้นไปช่วยเหลือ 5,000 บาท บาดเจ็บจนถึงขั้นพิการไม่สามารถประกอบอาชีพได้ ช่วยเหลือ 16,600 บาท ค่าจัดการศพ รายละไม่เกิน 35,700 บาท กรณีผู้ประสบภัยที่เสียชีวิตเป็นหัวหน้าครอบครัวหรือเป็นผู้หารายได้หลักเลี้ยงดูครอบครัวจะได้รับเงินสงเคราะห์ครอบครัวอีกไม่เกิน 35,700 บาท กรณีที่ผู้ประสบภัยพิบัติเช่าบ้านเรือนของผู้อื่น และบ้านเช่าเสียหายจากภัยพิบัติ ให้ช่วยเหลือเป็นค่าเช่าบ้านครอบครัวละไม่เกินเดือนละ 2,500 บาท เป็นเวลาไม่เกิน 2 เดือน และการซ่อมแซมโรงเรือนการเกษตร ค่าซ่อมยุ้งข้าว โรงเรือนเก็บพืชผล หรือคอกสัตว์ ครอบครัวละไม่เกิน 6,800 บาท ผู้ประสบภัยที่ได้รับผลกระทบจริงและอยู่ในพื้นที่ประสบอุทกภัย ให้แจ้งข้อมูลที่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน เพื่อรวบรวมข้อมูลให้อำเภอดำเนินการ และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จะดำเนินการจ่ายเงินเยียวยาผู้ประสบภัยให้เร็วที่สุด</p>
]]></description>
<enclosure url='https://loei.prd.go.th/th/file/get/file/2026100175098883a4c23334fcc4fe068e337223102139.jpg' type='image/jpg' length='417918' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. เห็นชอบร่างกฎหมายคุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว “ยอมความไม่ได้” เพิ่มโทษหนักขึ้น (25 ส.ค. 69)]]></title>
<link>https://loei.prd.go.th/th/content/category/detail/id/3721/iid/546936</link>
<guid isPermaLink="false">3749127609c65f3f9077c3ce268a5c93</guid>
<pubDate>Thu, 27 Aug 2026 10:20:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. .&hellip; ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เสนอ เนื่องจากพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 ใช้บังคับมาเป็นเวลานาน มีบทบัญญัติไม่สอดคล้องกับสภาพสังคมปัจจุบัน ขาดความชัดเจนในการคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวและบุคคลในครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำดังกล่าว รวมทั้งความไม่ชัดเจนสำหรับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ จึงสมควรปรับปรุงกฎหมายดังกล่าวเพื่อให้การคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว มีประสิทธิภาพ มีกลไก และมีมาตรการ<br />
ในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยกำหนดมาตรการหรือวิธีการเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวและคุ้มครองสวัสดิภาพผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวและบุคคลในครอบครัวได้รวดเร็วยิ่งขึ้น กำหนดให้ความรุนแรง<br />
ในครอบครัวเป็นความผิดที่ไม่สามารถยอมความได้เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล กำหนดหน้าที่และอำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่ในการให้ความช่วยเหลือ กำหนดบทบัญญัติเกี่ยวกับการบูรณาการและการปฏิบัติหน้าที่ร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การบริหารงบประมาณ การจัดเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำความรุนแรงในครอบครัว<br />
เพื่อประโยชน์ในการป้องกันความรุนแรงในครอบครัวในอนาคต และกำหนดบทลงโทษให้เหมาะสมยิ่งขึ้น ซึ่งร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้ผ่านการตรวจพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว โดยมีสาระสำคัญหลัก ดังนี้<br />
- แก้ไขเพิ่มเติมบทนิยาม ให้มีความชัดเจนและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น เช่น &ldquo;ความรุนแรงในครอบครัว&rdquo; กำหนดให้มีความหมายครอบคลุมถึงการก่อให้เกิดความไม่ปลอดภัยหรือความกลัวจนไม่สามารถดำเนินชีวิตได้ปกติ<br />
การจำกัดหรือบั่นทอนความสามารถทางเศรษฐกิจหรือการประกอบอาชีพ &ldquo;บุคคลในครอบครัว&rdquo; หมายความว่า คู่สมรสหรือผู้ซึ่งอยู่กินด้วยกันฉันคู่สมรสโดยมิได้จดทะเบียนสมรส บุพการี ผู้สืบสันดาน ผู้รับบุตรบุญธรรมหรือบุตรบุญธรรม รวมถึงผู้อุปการะหรือผู้ถูกรับอุปการะเลี้ยงดูอย่างบุตร พี่น้องร่วมบิดามารดาหรือร่วมแต่บิดาหรือมารดา ลุง ป้า น้า อา ผู้ซึ่งอยู่ในครัวเรือนเดียวกันและต้องพึ่งพาอาศัยกันและผู้ซึ่งเคยเป็นคู่สมรสหรือผู้ซึ่งเคยอยู่กินด้วยกันฉันคู่สมรส เพื่อให้การดำเนินมาตรการคุ้มครองช่วยเหลือผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ<br />
- กำหนดความผิดฐานกระทำความรุนแรงในครอบครัว เป็นความผิดอันยอมความไม่ได้จึงไม่กำหนดอายุความร้องทุกข์ โดยนับอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา<br />
- กำหนดมาตรการคุ้มครองก่อนเกิดเหตุ เพื่อให้ผู้จะถูกกระทำได้รับความปลอดภัยและระงับการเกิดเหตุความรุนแรงได้ โดยให้อำนาจเจ้าหน้าที่ออกคำสั่งบรรเทาทุกข์ชั่วคราวเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของผู้ถูกกระทำได้ทันที เช่น ห้ามผู้กระทำเข้าใกล้ผู้ถูกกระทำ หรือห้ามเสพสิ่งมึนเมา ก่อนยื่นต่อศาลเยาวชนและครอบครัวพิจารณาภายใน 48 ชั่วโมง และคุ้มครองผู้แจ้งเหตุโดยสุจริตไม่ให้ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา และทางปกครอง<br />
- กำหนดบทลงโทษที่หนักขึ้น เพื่อเป็นส่วนช่วยลดหรือระงับยับยั้งมิให้เกิดการกระทำความผิดหรือกระทำผิดซ้ำ โดยปรับเพิ่มโทษ กรณีกระทำความผิดฐานกระทำความรุนแรงในครอบครัว ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับ<br />
ไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (เดิม จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ)<br />
และกรณีฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ (เดิม จำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 3,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ) ทั้งนี้ สำหรับความผิดฐานกระทำความรุนแรงในครอบครัวได้กำหนดบทลงโทษหนักขึ้น หากกระทำต่อเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี หรือถ้าเป็นการกระทำความผิดซ้ำภายในเวลา 3 ปีนับแต่วันที่ได้กระทำความผิดครั้งก่อน (เดิม ไม่ได้กำหนดบทลงโทษหนักขึ้น<br />
ในความผิดฐานกระทำความรุนแรงในครอบครัว)<br />
- กำหนดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถตั้งงบประมาณสนับสนุนการปฏิบัติงานตามพระราชบัญญัติดังกล่าว เพื่อให้การคุ้มครองสวัสดิภาพผู้ถูกกระทำ และการดำเนินการต่าง ๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ<br />
- กำหนดเหตุบรรเทาโทษกรณีผู้กระทำผิดเป็นผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวมาอย่างต่อเนื่องจนเกิดภาวะพิเศษทางจิตใจ (Battered Person Syndrome) อันควรได้รับความปรานี<br />
การปรับปรุงกฎหมายครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่ความรุนแรงในครอบครัวยังเป็นปัญหาที่ต้องเร่งจัดการ โดยข้อมูลปี 2568 ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน พบเหตุที่ได้รับรายงานแล้ว มากกว่า 2,000 เคส ในจำนวนนี้ประมาณ 20% เกิดจากการใช้อารมณ์และความโกรธจนทำร้ายกัน ขณะที่มากกว่า 20% มีความเกี่ยวข้องกับการใช้ยาเสพติด สะท้อนว่าความรุนแรงในครอบครัวไม่ใช่เพียงปัญหาภายในบ้าน แต่เชื่อมโยงกับปัจจัยทางสังคมหลายด้าน ซึ่งความรุนแรงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการทำร้ายร่างกาย แต่รวมถึงคำพูดหรือพฤติกรรมที่กระทบกระเทือนจิตใจ ทำให้รู้สึกหวาดกลัว ถูกคุกคาม หรือไม่ปลอดภัย โดยเฉพาะเด็ก เยาวชน และผู้หญิง จึงจำเป็นที่สมาชิกในครอบครัวทุกช่วงวัยต้องมีวุฒิภาวะ เข้าใจ และเคารพกันมากขึ้น<br />
ทั้งนี้ ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมีเป้าหมายสำคัญ คือ &ldquo;คุ้มครองผู้ถูกกระทำ ป้องกันความรุนแรง ลดการเกิดเหตุซ้ำ และสร้างระบบช่วยเหลือที่รวดเร็วและเป็นธรรม&rdquo; เพื่อให้ครอบครัวและสังคมไทยมีความปลอดภัยและเข้มแข็งยิ่งขึ้น ลดปัญหาอาชญากรรม โดยกำหนดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดตั้ง ระบบฐานข้อมูลกลางและเชื่อมโยงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อป้องกันและติดตามความรุนแรงในครอบครัว และกำหนดให้มีการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายทุก 5 ปี เพื่อให้กฎหมายปรับตัวได้ทันต่อสถานการณ์ และทำให้ &ldquo;บ้าน&rdquo; เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคนในครอบครัว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://loei.prd.go.th/th/file/get/file/20261001580477a4a44caf790efc75a3a766c553102031.jpg' type='image/jpg' length='35621' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. อนุมัติงบ 433 ล้าน เสริมความปลอดภัยประชาชน 7 จังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา สร้างบังเกอร์ หอกระจายข่าว เพิ่มประสิทธิภาพระบบสื่อสาร-แจ้งเตือนภัย]]></title>
<link>https://loei.prd.go.th/th/content/category/detail/id/3721/iid/546934</link>
<guid isPermaLink="false">be2cda95ef10289bb4ffcf725fad45f2</guid>
<pubDate>Thu, 20 Aug 2026 10:18:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้กรมการปกครอง ดำเนินโครงการสนับสนุนการบริหารจัดการพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลังจังหวัดชายแดนไทย - กัมพูชา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วงเงิน 433,519,268 บาท โดยใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ประกอบด้วย 3 กิจกรรมเร่งด่วน ได้แก่ 1. การสร้างบังเกอร์และหลุมหลบภัย 1,669 แห่ง วงเงิน 361,021,218 บาท 2. การสร้างหอกระจายข่าวประจำหมู่บ้าน 143 แห่ง วงเงิน 22,880,000 บาท เพื่อการสื่อสารด้านความมั่นคงสู่ชุมชนพื้นที่ชายแดนไทย - กัมพูชา 3. การปรับปรุงระบบสื่อสารวิทยุเฉพาะกิจแบบดิจิทัล ให้ครอบคลุมพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนไทย - กัมพูชา ได้แก่ จังหวัดตราด จันทบุรี สระแก้ว บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี วงเงิน 49,618,050 บาทโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมความปลอดภัยให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ เพิ่มประสิทธิภาพระบบสื่อสารและการแจ้งเตือนภัยในระดับพื้นที่ให้เข้าถึงประชาชนในหมู่บ้านชุมชนชายแดนไทย - กัมพูชาทั้ง 7 จังหวัด 22 อำเภอ ได้อย่างทั่วถึง รวดเร็ว และถูกต้อง โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉินที่การสื่อสารมีผลโดยตรงต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และสนับสนุนการแก้ไขปัญหาทางด้านความมั่นคงอื่น ๆ เช่น การรุกล้ำพื้นที่ชายแดน การอพยพประชาชน การลักลอบเข้าเมือง ลักลอบขนของหนีภาษี ยาเสพติด และอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดนเป็นอันดับแรก เพื่อให้ประชาชนได้รับการแจ้งเตือนและความช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://loei.prd.go.th/th/file/get/file/202610015fc0b229edd3ed562815cc70156085f7101839.jpg' type='image/jpg' length='140482' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ ชวนภาคธุรกิจออสเตรเลีย ใช้ไทยเป็นฐานการลงทุน เชื่อมตลาดอาเซียน ขยายความร่วมมือ 5 อุตสาหกรรมต่อยอดหุ้นส่วนเศรษฐกิจ]]></title>
<link>https://loei.prd.go.th/th/content/category/detail/id/3721/iid/546930</link>
<guid isPermaLink="false">beb2b687d1e00751c58553d01860020d</guid>
<pubDate>Thu, 20 Aug 2026 10:17:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 17 &ndash; 20 สิงหาคม 2569 ตามคำเชิญของนายแอนโทนี แอลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย โดยการเยือนครั้งนี้มุ่งขับเคลื่อนความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทย&ndash;ออสเตรเลียให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสองประเทศอย่างรอบด้าน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเยือนครั้งนี้เป็นการเยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีไทยครั้งแรกในรอบ 14 ปี โดยได้เข้าเยี่ยมคารวะนางมาร์กาเร็ต บีซลีย์ ผู้สำเร็จราชการแห่งรัฐนิวเซาท์เวลส์ โดยทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับความสัมพันธ์ไทย&ndash;ออสเตรเลีย และแนวทางการขยายความร่วมมือในสาขาที่มีผลประโยชน์ร่วมกันทั้งด้านการวิจัย การแลก เปลี่ยนนักศึกษา และการพัฒนากำลังคนในสาขาแห่งอนาคต สำหรับการท่องเที่ยวในปี 2568 มีนักท่องเที่ยวออสเตรเลียเดินทางมาไทยประมาณ 800,000 คน สะท้อนถึงสายสัมพันธ์ระดับประชาชนที่แน่นแฟ้นและมีพลวัตระหว่างสองประเทศ อีกทั้งยังขอบคุณรัฐบาลรัฐนิวเซาท์เวลส์ที่ให้การสนับสนุนชุมชนไทยและกิจกรรมทางวัฒนธรรมไทยอย่างต่อเนื่อง รวมถึงงาน Sydney Lunar Festival และการจัดงาน Thailand Grand Festival โดยสถานกงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์ ในเดือนกันยายนนี้<br />
<br />
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังได้แสดงวิสัยทัศน์หัวข้อ &ldquo;Beyond the Thailand-Australia Bilateral Partnership: Advancing International Order through Regional and Minilateral Cooperation&rdquo; ณ สถาบัน Lowy นครซิดนีย์ โดยได้ใช้โอกาสนี้ในการนำเสนอบทบาทของไทย ออสเตรเลีย และประเทศขนาดกลางในการรับมือกับโลกที่มีความไม่แน่นอน ใน 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่<br />
<br />
1. ทำให้ภูมิภาคนิยม (Regionalism) สถาบันระดับโลกยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่ง แต่ในช่วงเวลาที่การสร้างฉันทามติในระดับโลกเป็นไปได้ยาก สถาบันระดับภูมิภาคจำเป็นต้องมีบทบาทมากขึ้น ทั้งในการรักษาช่องทางการหารือ สร้างความไว้วางใจ และแปลงหลักการไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม ประเทศไทยและอาเซียนยังคงเป็น &ldquo;หลักยึดทางยุทธศาสตร์&rdquo; ที่สำคัญ ความเป็นเอกภาพและความเป็นศูนย์กลางของอาเซียนต้องได้รับการสนับสนุนด้วยความสามารถในการกำหนดวาระของตนเอง และตอบสนองต่อความท้าทายในภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพในเรื่องเมียนมา นายกรัฐมนตรียืนยันว่า ไทยสนับสนุนฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน ควบคู่กับแนวทางการมีปฏิสัมพันธ์อย่างเหมาะสมและเป็นขั้นเป็นตอน เพื่อรักษาช่องทางการหารือและส่งเสริมให้เกิดความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม สำหรับความสัมพันธ์กับกัมพูชา นายกรัฐมนตรียืนยันว่า ไทยยังคงมุ่งมั่นแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี ผ่านการเจรจาและกลไกทวิภาคีที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องร่วมกัน พร้อมกับรักษาความเป็นเอกภาพของอาเซียน<br />
<br />
2. รักษาความเป็นอิสระเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Autonomy) ด้วยการขยายและกระจายความเป็นหุ้นส่วนที่หลากหลาย และพิจารณาแต่ละประเด็นบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและผลประโยชน์ของประเทศ ไทยและออสเตรเลียควรต่อยอดความร่วมมือและปัญหาที่มีความเร่งด่วน ได้แก่ การต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์และอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งนายกรัฐมนตรีและนายแอนโทนี แอลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย มีกำหนดลงนามในถ้อยแถลงร่วมว่าด้วยความร่วมมือด้านอาชญากรรมข้ามชาติ ณ กรุงแคนเบอร์รา เพื่อยกระดับความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายระหว่างสองประเทศ ซึ่งการรักษาความสามารถในการกำหนดทิศทางของตนเองของประเทศต่างๆ โดยไม่จำเป็นต้องเลือกข้างหรือเลือกค่าย เป็นการสร้างแนวร่วมและเครือข่ายความร่วมมือการทำงานร่วมกัน<br />
<br />
3. สร้างภูมิคุ้มกันและความยืดหยุ่น (Resilience) ผ่านการบูรณาการทางเศรษฐกิจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น การกระจายความเสี่ยง ลดการพึ่งพาแหล่งใดแหล่งหนึ่งมากเกินไป โดยไม่ทำลายความเปิดกว้างทางเศรษฐกิจซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค ไทยและออสเตรเลียมีรากฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง โดยความตกลงการค้าเสรีไทย&ndash;ออสเตรเลียมีผลใช้บังคับมาตั้งแต่ปี 2548 และในปี 2568 การค้าสองฝ่ายมีมูลค่าประมาณ 32,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ขณะที่ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน&ndash;ออสเตรเลีย&ndash;นิวซีแลนด์ (AANZFTA) และความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ช่วยเชื่อมโยงเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศเข้ากับภูมิภาคในวงกว้างยิ่งขึ้น ขั้นต่อไปคือการยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจดังกล่าวไปสู่ &ldquo;หุ้นส่วนที่มีความยืดหยุ่นและพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง&rdquo; (resilient partnership) โดยออสเตรเลียมีจุดแข็งด้านแร่ธาตุสำคัญ พลังงาน การศึกษา เทคโนโลยี และเงินทุน ขณะที่ไทยมีศักยภาพด้านการผลิตขั้นสูง การผลิตอาหาร การเชื่อมโยงภูมิภาค อุตสาหกรรมสีเขียวและดิจิทัลที่กำลังเติบโต ทั้งสองประเทศจึงควรเชื่อมโยงจุดแข็งเหล่านี้เข้าด้วยกัน นอกจากนี้การเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ของไทย จะมีส่วนสำคัญในการยกระดับมาตรฐาน กฎระเบียบ และการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม โดยไทยยินดีและขอบคุณออสเตรเลียสำหรับการสนับสนุนไทย<br />
อีกทั้ง นายกรัฐมนตรียังได้เยี่ยมชมย่าน Thai Town ในนครซิดนีย์ และพบปะชุมชนไทย โดยมีนางโคลเวอร์ มอร์ นายกเทศมนตรีนครซิดนีย์ ให้การต้อนรับและนำเยี่ยมชมร้านค้าของคนไทยในพื้นที่ ซึ่งได้ยกระดับให้เป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมไทยในออสเตรเลีย อาทิ การจัดสร้างงานศิลปะสาธารณะ แลนด์มาร์กทางวัฒนธรรม ในช่วงที่ผ่านมา Thai Town ได้รับความสนใจมากขึ้นจากการนำเสนอผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะจากกลุ่มผู้สร้างสรรค์เนื้อหาด้านอาหารและการท่องเที่ยว ซึ่งช่วยเผยแพร่ความเป็นไทยและทำให้ Thai Town เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น ทั้งยังช่วยดึงดูดผู้มาเยือนและสร้างโอกาสให้แก่ร้านค้าและผู้ประกอบการในพื้นที่ และเยี่ยมชมสำนักงานใหญ่ Canva บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกด้านการสื่อสารด้วยภาพ พร้อมหารือกับ COO นายคลิฟ โอเบรคต์ (Cliff Obrecht)ผู้ร่วมก่อตั้งและ COO และนาย Willix Halim CEO Canva ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดย Creative Economy เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่รัฐบาลต้องการผลักดัน เพราะประเทศไทยมีทั้งบุคลากรที่มีความสามารถ อัตลักษณ์ และทุนทางวัฒนธรรมที่มีพลัง สามารถต่อยอดเป็นสินค้า บริการ และทรัพย์สินทางปัญญาที่มีมูลค่าในตลาดโลกได้ โดยมองว่าแพลตฟอร์มระดับโลกอย่าง Canva สามารถช่วยเปิดพื้นที่ให้การออกแบบและวัฒนธรรมไทยเข้าถึงผู้ใช้ทั่วโลก และเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์ให้กลายเป็นรายได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งสองฝ่ายได้หารือถึงการทำงานร่วมกับ Local Creators และ SMEs ไทย โดยส่งเสริมให้มีการนำงานออกแบบ องค์ประกอบทางวัฒนธรรม และผลงานของครีเอเตอร์ไทยเข้าสู่แพลตฟอร์มมากขึ้น เพื่อให้ผู้ใช้งานทั่วโลกสามารถนำไปใช้ และเปิดโอกาสให้ Thai Creators ได้รับค่าตอบแทนจากผลงานของตนเอง ทำให้รายได้จากตลาดโลกไหลกลับมาสู่ประเทศไทย ซึ่ง Canva ตั้งเป้าเพิ่มจำนวน Canva Creators ชาวไทยจากประมาณ 190 คน เป็น 1,000 คนภายในปี 2571รวมถึงขยายความร่วมมือด้านการศึกษากับกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้เยาวชนไทยเข้าถึงเครื่องมือและทักษะที่จำเป็นต่อเศรษฐกิจยุคใหม่<br />
<br />
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวปาฐกถาในงาน &ldquo;Thailand&ndash;Australia Investment and Business Partnership Reception&rdquo; หัวข้อ &ldquo;Thailand and Australia, A Strategic Partnership for Growth&rdquo; โดยมีผู้แทนภาครัฐและภาคธุรกิจของไทยและออสเตรเลียเข้าร่วม การเยือนครั้งนี้เป็นโอกาสในการเชื่อมโยงภาคธุรกิจให้เปลี่ยนความสัมพันธ์ที่มีมายาวนานไปสู่การลงทุน การสร้างงาน และโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ โดยรัฐบาลมีหน้าที่เปิดประตูและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย ขณะที่ภาคธุรกิจคือผู้ที่จะเปลี่ยนโอกาสเหล่านั้นให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่เผชิญความไม่แน่นอนจากภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี และการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทาน ไทยในฐานะหนึ่งในประเทศผู้ก่อตั้งอาเซียน และจะรับหน้าที่ประธานอาเซียนในปี 2571 ได้มุ่งขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศต่าง ๆ เพื่อให้อาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีความเข้มแข็ง เชื่อมโยง และสามารถแข่งขันได้มากขึ้น การลงทุนและการผลิตในประเทศไทย ไม่ได้หมายถึงการเข้าสู่ตลาดใดตลาดหนึ่ง แต่คือการเข้าสู่ทั้งภูมิภาค ซึ่งได้เห็นโอกาสขยายความร่วมมือใน 5 สาขาสำคัญ ได้แก่ เกษตรกรรมและอาหาร พลังงานหมุนเวียนและระบบกักเก็บพลังงาน อุตสาหกรรมดิจิทัลและสร้างสรรค์ การผลิตขั้นสูง และการศึกษา อีกทั้งรัฐบาลกำลังเร่งทำให้การลงทุนในประเทศไทยสะดวกและแข่งขันได้มากขึ้น โดย Thailand FastPass จะช่วยให้นักลงทุนที่มีคุณสมบัติสามารถได้รับการอนุมัติให้ดำเนินธุรกิจได้รวดเร็วขึ้น พร้อมทั้งเชิญชวนภาคธุรกิจออสเตรเลียขยายการลงทุน และสร้างความร่วมมือในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานการลงทุนและประตูเชื่อมสู่ตลาดอาเซียนที่มีประชากรเกือบ 700 ล้านคน เพื่อสร้างโอกาสและสร้างรายได้ให้แก่ประเทศไทย./</p>
]]></description>
<enclosure url='https://loei.prd.go.th/th/file/get/file/202610017ec8d19970f8b4779c44deffadebaba4101731.jpg' type='image/jpg' length='137025' />
</item>
</channel>
</rss>
